Anonymous

posted on 10 Jan 2010 02:50 by champjss  in misc

วันก่อนผมได้อ่านเอนทรี Reducing Noises with Linear BBS ของ @sirn อีกครั้ง (ถ้ามีเวลา ลองอ่านเอนทรีนั้นด้วยก็ดีนะครับ ไม่ยาวมาก) เอนทรีนั้นพูดถึงระบบเว็บบอร์ดของเว็บไซต์ 2ch ที่ใช้ระบบของเว็บมาจัดการสังคม:

  • ใช้ระบบการโพสต์แบบไม่ลงชื่อ (Anonymous) เพื่อไม่ให้มีการจับกลุ่มคุยกันหรือเกิดมาเฟียประจำเว็บ
  • และใช้ระบบการตั้งกระทู้แบบ Linear (ไม่รู้จะแปลเป็นภาษาไทยว่าอะไร) เพื่อไม่ให้มีกระทู้รบกวนมากเกินไป

ย่อหน้าสุดท้ายของเอนทรีนั้นลงท้ายไว้ว่า

แน่นอนว่านี่ก็แลกมาด้วยการใช้งานที่ดูเข้าใจยากในช่วงแรก หากจะลองทำในเมืองไทยคงได้พบกับเสียงตอบรับยอดแย่จากกลุ่มผู้ใช้ที่พยายามกระเสือกกระสนสร้างตัวตนของตัวเองและเปลี่ยนพื้นที่ส่วนรวมให้เป็นกฏกู แต่ถึงแบบนั้นผมก็ยังคิดว่ามันเป็นหนทางเดียวที่สามารถลด noise ที่เกิดขึ้นจากตัวเว็บและสร้างการสนทนาที่ไม่ตามน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดครับ

วันที่ผมอ่านเอนทรีนี้ครั้งแรกก็อ่านผ่านไปโดยไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก แอบเห็นด้วยเล็กๆ แต่รอบหลังนี้ผมพบว่า จากการทดลองทำโดยไม่ได้ตั้งใจ (หรือ อ.มะนาวตั้งใจ?) ผลที่ออกมาก็ไม่ได้แย่นัก

กรณีนั้นคือเว็บไซต์รับตรง คณะวิศวะฯ ม.เกษตรครับ

ในเว็บบอร์ดของเว็บรับตรงฯ ผู้ใช้จะตั้งกระทู้หรือตอบกระทู้ได้เลยโดยไม่ต้องสมัครสมาชิก โดยคนที่ตั้งกระทู้จะไม่มีช่องให้ใส่ชื่อเจ้าของ กระทู้ที่ตั้งจะมีชื่อคนตั้งเป็น Anonymous ทั้งหมด

ส่วนเวลาตอบกระทู้นั้นผู้ใช้ใส่ชื่อ อีเมล และเว็บไซต์ได้ แต่เพื่อความปลอดภัย อ.มะนาวก็แก้ธีมไม่ให้แสดงอีเมลและเว็บไซต์ออกมา จะเห็นแค่ชื่อ พร้อมคำว่า (not verify) ห้อยท้าย แต่ว่าไม่ได้ตัดช่องพวกนี้ออก เพราะคิดว่าคงไม่เป็นไร (เกร็ด: จริงๆ แล้วใช้โมดูล Anonymous Comment ได้ เดี๋ยวค่อยไปติดตั้งอีกที)

มีทีมงานแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่ตั้งกระทู้และตอบกระทู้โดยมีชื่อติดไว้ได้ คือ

  • ก๊อง (อ.ก๊อง)
  • jittat (อ.มะนาว)
  • champjss
  • kidsdev
  • webteam

ชื่อ webteam นั้นทีแรกพวกเรากะว่าจะให้ทีมงานทุกคนปิดบังตัวตนกัน โดยให้ทุกคนใช้ชื่อ webteam ทั้งหมด แต่พอเปิดเว็บจริงผลปรากฎว่าทุกคนลืมล็อกเอาท์ออกจากแอคเคานท์ตัวเองกันหมด คุณ webteam ก็เลยถูกลืมไปในที่สุด

ดังนั้นเว็บบอร์ดก็เลยเคลื่อนไหวด้วยระบบกึ่งๆ ไม่ลงชื่อ ที่น่าแปลกใจคือถึงแม้ว่าส่วนตอบกระทู้จะลงชื่อได้ แต่ส่วนใหญ่ก็จะไม่ลงชื่อ ตรงนี้ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเพราะอะไร น้องบางส่วนก็ตั้งชื่อแบบตั้งตามสถานการณ์ เช่น จขกท., อยากได้วิศวะเกษตร ส่วนอีกหลายคนก็ตั้งชื่อแบบใช้ชื่อเดิมตลอดภายในเว็บบอร์ด

ผลจากการใช้ระบบนี้ที่คาดไม่ถึงคือเรื่องวุ่นวาย ดราม่าเกิดไม่เยอะเท่าที่คิดไว้ ส่วนใหญ่เวลามีคนเถียงกันจะเลิกเร็ว เพราะไม่รู้จะว่าใคร กรณีที่น้องลงชื่อและถูกด่ามากมีแค่กรณีเดียวคือน้องที่ใช้ชื่อ "นักเรียนทหาร" ที่มีน้องคนอื่นตั้งกระทู้ด่าโดยเฉพาะ ประโยชน์อีกอย่างนึงคือ ถึงแม้น้องจะเคืองอะไรกันในเว็บบอร์ดก็จะไม่มีผลอะไรกับโลกแห่งความเป็นจริง โดยเฉพาะถ้าคู่กรณีได้รับคัดเลือกมาเรียนด้วยกันทั้งคู่

ในขณะที่สแปมก็ไม่ได้เยอะนัก ในช่วงแรกใช้วิธีให้คิดเลขก่อนถ้าสงสัยว่าโพสต์นั้นน่าจะเป็นสแปม จนถึงช่วงหลังที่เว็บเริ่มติดกูเกิลมากขึ้น สแปมเริ่มมากจนต้องเปลี่ยนมาเป็นให้คิดเลขทุกครั้งที่โพสต์ ซึ่งก็กันได้อยู่หมัด ตรงนี้ก็ยังไม่รู้ว่าทำไมแค่คิดเลขถึงกันสแปมได้ ต้องแอบดูเทคนิคจาก Drupal ต่อไป :)

ส่วนมาเฟียประจำเว็บนั้นก็คือทีมงานนี่เอง แต่ในกรณีนี้ เพื่อให้น้องๆ รู้ว่าคำตอบไหนน่าเชื่อถือ ดังนั้นมาเฟียประจำเว็บเลยเป็นสิ่งจำเป็น (บางครั้งมาเฟียประจำเว็บอย่างผมก็แอบเกรียนเหมือนกัน ชอบตอบกระทู้เอาฮาพาออกทะเล :P)

สุดท้ายเว็บบอร์ดก็เปิดให้ทำงานได้ตามปกติตลอด 4 เดือนกว่าๆ ที่ผ่านมา โดยไม่มีใครบ่นว่ารำคาญ หรืออยากได้ระบบสมาชิกเพิ่ม ถึงตรงนี้ผมคิดว่าระบบโพสต์แบบไม่ลงชื่อก็พอมีโอกาสใช้ในเมืองไทยได้ผลเหมือนกัน และน่าจะใช้ได้กับเว็บบอร์ดที่ผู้ใช้ไม่ต้องการสังคมภายในเว็บมากนัก แต่กับเว็บบอร์ดอื่นๆ จะใช้ได้หรือเปล่า คงต้องทดลองกันต่อไป

ปัญหาที่เจอแล้วแก้ไม่ได้ในตอนนี้คือ

  • ยังมีกระทู้ซ้ำๆ กันอยู่เยอะมาก ตอนนี้แก้ปัญหาด้วยวิธีเดียวคือมีคำถามที่ถามบ่อยไว้ให้อ่านก่อนถาม ซึ่งก็ช่วยลดลงได้เยอะ แต่ก็ยังมีหลุดมาบ้างนิดหน่อย
    • แต่การแก้ปัญหาวิธีนี้ให้ได้ผลดีต้องแก้แบบเชิงรุกหน่อย คือต้องชิงเดาคำถามที่น้องน่าจะถามแล้วเพิ่มไว้ก่อนเลย ที่ผ่านมาผมเดาไม่ถูก เลยรอให้มีกระทู้เยอะๆ ก่อนแล้วค่อยไปเพิ่ม ซึ่งกว่าจะถึงจุดนั้นเว็บบอร์ดก็เริ่มรก และ อ.ก๊อง ก็เหนื่อยมากแล้ว
  • ส่วนใหญ่น้องตั้งชื่อกระทู้ไม่สื่อถึงคำถามเลย เช่น สงสัยคับ, ช่วยตอบหน่อย, ไม่ค่อยเข้าใจอ่ะครับ คนอื่นที่จะเข้ามาหาข้อมูลตามอ่านกระทู้เก่าไม่ได้
  • ตั้งกระทู้ไม่ตรงหมวดหมู่ ต้องใช้อำนาจย้ายกระทู้อยู่เป็นพักๆ
    • เท่าที่ใช้มาคิดว่าปัญหาคือ น้องพยายามจะตั้งกระทู้ในหมวดที่คนเข้าไปใช้เยอะๆ ก่อนเพื่อให้ได้คำตอบเร็วๆ หรือไม่ก็ตั้งกระทู้ในห้องแรกที่เข้าไปโดยไม่สนใจว่าเป็นห้องไหน
      • ถ้าใช้ระบบแท็กจะแก้ปัญหาได้หรือไม่? หรือน้องจะไม่ใส่แท็กกันเลย?

ตอนนี้ก็ยังคิดไม่ออกว่าปัญหาแบบนี้จะแก้ได้ยังไง

ปล. งานเว็บรับตรงนี้ได้ประสบการณ์เยอะมากครับ คงมีกระทู้ในซีรีย์นี้อีกเป็นพักๆ :)
ปลล. นี่มันยาวกว่าเอนทรีต้นเรื่องเยอะเลย จะมีคนอ่านจบมั๊ยเนี่ย

พนักงานใหม่

posted on 12 Nov 2009 00:13 by champjss  in story

คนึงนิจเดินเข้าสู่สำนักงานด้วยรอยยิ้มอันภาคภูมิใจ นี่คือวันแรกที่เธอจะได้ทำงานจากความรู้ด้านการประชาสัมพันธ์ที่เธอร่ำเรียนมากว่าสี่ปีเต็ม นี่คือวันแรกที่เธอจะมีรายได้เป็นของตัวเอง ยิ่งเธอนึกถึงตัวเองนั่งทำหน้าที่นั้นยิ่งทำให้รอยยิ้มเธอกว้างขึ้นกว่าเดิม ถึงแม้เธอจะรู้ดีว่าวันนี้เธอจะยังไม่ได้ทำหน้าที่นั้นก็ตาม

เธอนั่งลงบนเก้าอี้ในห้องประชุมเล็กๆ ห้องหนึ่ง มีเพื่อนพนักงานใหม่อีกหลายคนนั่งอยู่แล้ว สักพักก็มีใครอีกคนที่ไม่ใช่พนักงานใหม่เข้ามานั่งที่หัวโต๊ะประชุม

"สวัสดีครับ ยินดีด้วยที่ได้มาทำงานร่วมกันนะครับ ผมสมหมายนะครับ เป็นหัวหน้าแผนกลูกค้าสัมพันธ์ของที่นี่"

"น้องๆ จบมาใหม่ๆ อาจจะประหม่าเวลาต้องตอบคำถามลูกค้า ดังนั้นอาทิตย์แรกน้องๆ ยังไม่ต้องทำงานจริง เดี๋ยวพี่ๆ จะฝึกน้องก่อน ให้น้องตอบคำถามได้อย่างมั่นใจแล้วก็แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้นะครับ เอาล่ะ ช่วยแจกเอกสารนี่หน่อย" สมหมายยื่นเอกสารให้พนักงานใหม่ที่นั่งใกล้ที่สุดส่งเอกสารวนไปรอบๆ โต๊ะ

ระหว่างนั้นสมหมายก็อธิบายต่อ "เอาล่ะครับ อย่างแรกน้องๆ จะต้องฝึกพูดประโยคที่น้องต้องใช้บ่อยๆ ก่อนนะครับ เดี๋ยวดูข้อความในกระดาษที่พี่แจกไปนะครับ แล้วก็พูดซ้ำประโยคละร้อยรอบนะครับ"

ใครสักคนในห้องประชุมถาม "ร้อยรอบเลยเหรอคะ"

"ครับ คือประโยคพวกนี้น้องๆ อาจจะไม่เคยพูดมาก่อนนะครับ เลยต้องฝึกพูดให้คล่องครับ จะได้ไม่รู้สึกแปลกๆ เวลาตอบคำถามกับลูกค้าจริงนะครับ"

คนึงนิจรับเอกสารจากเพื่อนร่วมงานข้างๆ แล้วรอยยิ้มที่เธอสะสมมาตั้งแต่เช้าก็ค่อยๆ จางหายไป

"เอ้า ได้เอกสารหมดแล้วนะครับ งั้นเริ่มประโยคแรกเลย เอ้า หนึ่ง สอง สาม"

"ขอโทษค่ะ เป็นความผิดพลาดของระบบ"
"ขอโทษค่ะ เป็นความผิดพลาดของระบบ"
"ขอโทษค่ะ เป็นความผิดพลาดของระบบ"
"ขอโทษค่ะ เป็นความผิดพลาดของระบบ"
"ขอโทษค่ะ เป็นความผิดพลาดของระบบ"
"ขอโทษค่ะ เป็นความผิดพลาดของระบบ"
"ขอโทษค่ะ เป็นความผิดพลาดของระบบ"
"ขอโทษค่ะ เป็นความผิดพลาดของระบบ"
"ขอโทษค่ะ เป็นความผิดพลาดของระบบ"
"ขอโทษค่ะ เป็นความผิดพลาดของระบบ"
"..."

ปล. เห็นหลายคนหวังว่าผมจะเขียนแนวเดียวกับเอนทรีที่แล้วต่อ แต่ผมไม่ได้ตั้งใจจะเขียนเรื่องยาวแต่แรก เลยไม่ได้วางโครงเรื่องเผื่อไว้เลยครับ ว่าง่ายๆ มุกหมดครับ (แต่พยายามหาใหม่อยู่) ก็อ่านเรื่องแนวอื่นไปก่อนแล้วกันนะครับ ไม่งั้นคงได้อัพสามทีครั้งแน่ๆ คร้าบ - -"

สลับร่าง

posted on 10 Oct 2009 00:40 by champjss  in story

ในที่สุดผมก็ได้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง

สายระโยงระยางเต็มร่างกายบ่งบอกให้ผมรู้ว่าผมอยู่ในโรงพยาบาล ผมนอนอยู่ในห้องนี้มานานเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าตอนนี้ผมรู้สึกแปลกมาก ความรู้สึกราวกับร่างกายนี้ไม่ใช่ร่างกายของตัวเอง...

แต่ร่างกายนี้มันก็ไม่ใช่ของผมจริงๆ นั่นแหละ แค่เราตัดผม หรือมีแผลอะไรเพิ่มขึ้นมา เรายังรู้สึกว่ามีอะไรเกินมาหรือขาดหายไป การใช้ร่างกายที่ไม่ใช่ของตัวเองก็คงต้องรู้สึกแปลกๆ อย่างนี้ซักพักแหละมั๊ง เดี๋ยวก็คงชิน ยังไงซะก็ดีกว่าใช้ร่างกายที่พร้อมจะตายได้ทุกเมื่อก็แล้วกัน

สักพักหมอและพยาบาลก็รู้ว่าผมฟื้นแล้ว นอกจากหมอจะดูอาการของผมแล้ว หมอยังถามคำถามทั่วๆ ไปผมอีกนานเหมือนกัน เพื่อให้มั่นใจว่าการทำงานครั้งนี้ไม่มีความผิดพลาด

สิ่งที่หมอเพิ่งทำกับผมไปคือการทำไมนด์ อัพโหลดดิง (Mind Uploading) เป็นนวัตกรรมใหม่ที่ช่วยบันทึกข้อมูลของมนุษย์จากสมองออกมา แล้วย้ายไปบรรจุไว้ในสมองอื่นได้ ทำให้มนุษย์มีชีวิตอยู่ได้ใกล้เคียงคำว่าอมตะเข้าไปอีกระดับหนึ่ง (ตราบเท่าที่ยังมีเงินจ่ายค่าบริการนี่ล่ะนะ)

จริงๆ แล้วไอ้การทำไมนด์ อัพโหลดดิงนี่ก็น่ากลัวใช่เล่นเหมือนกัน เพราะตอนที่ผมจะย้ายข้อมูลในสมองมาไว้ในร่างใหม่นี่ ผมต้องหลับไปซะก่อน ระหว่างนั้นผมจะทำอะไรไม่ได้เลย ต้องอาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจหมอและพยาบาลที่นี่เท่านั้น แล้วผมจะแน่ใจได้ยังไงว่าข้อมูลผมจะถูกย้ายมาใส่ในร่างใหม่จริงๆ หรือข้อมูลผมจะถูกย้ายออกและโยนทิ้งไปเลยเพราะหมอแอบรับเงินจากใครซักคนที่ไม่อยากให้ผมมีตัวตนต่อไปอีก

แต่เอาเถอะน่า ตอนนี้ผมก็มีชีวิตแล้วนี่ คงไม่มีปัญหาแล้วล่ะ คิดมากไปแล้ว คนเลือดกรุ๊ปเอก็คิดมากอย่างนี้แหละ เอ๊ะ ว่าแต่ ร่างนี้เลือดกรุ๊ปอะไร

ผมได้คำตอบว่าร่างใหม่นี้มีเลือดกรุ๊ปบี นั่นทำให้ผมอดสงสัยไม่ได้ ในเมื่อคนเราเปลี่ยนร่างกันได้ แล้วตัวตนของเราเป็นอะไรก้นแน่ ไม่ใช่รูปร่างหน้าตาแน่ๆ

เราเชื่อกันว่านิสัยของคนเราขึ้นกับกรุ๊ปเลือดด้วยส่วนนึง แต่ตอนนี้กรุ๊ปเลือดของผมเปลี่ยนไปแล้ว นิสัยของผมจะเปลี่ยนไปตามกรุ๊ปเลือดของร่างที่ผมอยู่หรือเปล่า บางคนก็คิดว่าอารมณ์และความคิดของคนเราขึ้นอยู่กับหน่วยพันธุกรรมด้วย ร่างใหม่นี่มีหน่วยพันธุกรรมไม่เหมือนร่างเดิมแน่ๆ

ที่ผมคิดอยู่นี่ยังเป็นอารมณ์ เป็นความคิด เป็นนิสัยของผมจริงๆ หรือเปล่า หรือตัวตนของผมหายไปตั้งแต่ผมเปลี่ยนร่างแล้ว

ก่อนที่จะคิดอะไรมากไปกว่านี้ ผมได้ยินหมอบอกให้ผมอยู่ที่โรงพยาบาลอีกซักระยะเพื่อปรับตัวให้ชินกับร่างใหม่นี่ก่อน และอีกสองสามวันจะมีพนักงานจากอำเภอมาทำบัตรประชาชนให้ผมใหม่ บัตรประชาชนในโลกที่ผู้คนย้ายร่างกายกันได้นี่หน้าตาจะเป็นยังไงนะ

ห้าวันหลังจากวันฟื้น

ผมกำลังเดินกึ่งวิ่งอยู่ในทางเดินของโรงพยาบาล ร่างใหม่นี่เป็นร่างที่ยอดเยี่ยมจริงๆ แล้วหน้าตาก็ดีเสียด้วย ผมคงจีบสาวได้ง่ายขึ้นเยอะเลย ผมแทบจะทนรอคอยวันที่ออกไปใช้ร่างใหม่นี่ไม่ไหวแล้ว มันต้องสุดยอดแน่ๆ

ความคิดทั้งหมดหยุดชะงักลงเมื่อผมพบว่าทางเดินที่ผมเดินอยู่มีอะไรแปลกไป พยาบาลสาวคนที่ผมเพิ่งเดินสวนมาเหมือนจะยืนอยู่กับที่มาสักพักนึงแล้ว ทั้งๆ ที่คนอื่นยังเดินอยู่ตามปกติ

ผมหันหลังกลับไปมองเห็นน้ำตาของเธอไหลอาบแก้ม

หนึ่งสัปดาห์หลังจากวันฟื้น

ผมกำลังจะออกจากโรงพยาบาล ผมกำลังจะได้ใช้ร่างใหม่ในโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว แต่ผมกลับรู้สึกไม่เป็นสุขเอาซะเลย หลังจากผมรู้เรื่องจากพยาบาลสาวคนนั้น

เธอบอกผมว่า ร่างกายใหม่ของผมนั้นคือร่างของแฟนของเธอเอง หนึ่งเดือนก่อนกิจการของเขาล้มละลาย ทำให้ครอบครัวสูญเสียรายได้หลัก แถมยังมีหนี้สินล้นพ้นเกินกว่าจะใช้หมด และยังมีลูกที่ต้องดูแล แฟนของเธอจึงตัดสินใจขายร่างกายของตัวเองไป ค่าตัวของเขามากพอที่จะใช้หนี้ทั้งหมดและเลี้ยงครอบครัวไปได้อีกพักใหญ่ๆ แต่แน่นอนว่าข้อมูลในสมองของเขาต้องถูกล้างออกทั้งหมดเพื่อให้ผู้ใช้บริการไมนด์ อัพโหลดดิงนำข้อมูลของเขาเข้ามาใส่แทน... ซึ่งคนนั้นก็คือผมเอง

หนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาผมคิดถึงเรื่องต่างๆ มากมาย แต่ผมลืมไปว่ายังไม่มีใครสร้างร่างกายมนุษย์ใหม่ที่สมบูรณ์พร้อมใช้งานได้ เพราะร่างกายมนุษย์จะใช้งานได้สมบูรณ์นั้นต้องผ่านการใช้งาน เพื่อฝึกให้กล้ามเนื้อในร่างกายอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ดังนั้นร่างกายที่มีให้ใช้บริการนี้ ก็ต้องเป็นร่างที่เคยมีเจ้าของมาก่อนแล้ว

ผมพบว่ายิ่งมีนวัตกรรมใหม่เกิดขึ้น นวัตกรรมที่ผู้คนที่คิดค้นเรียกมันว่านวัตกรรมแห่งมวลมนุษยชาตินั้น จริงๆ แล้วมันเป็นเพียงนวัตกรรมของคนกลุ่มนึงเท่านั้น เป็นนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มช่องว่างของตัวเองให้ห่างออกจากคนอื่นไปอีกขั้นเท่านั้น

ถึงตอนนี้ผมคงทำอะไรเพื่อชดใช้สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้แล้ว สิ่งเดียวที่ผมยังทำได้คือทำตามคำขอสุดท้ายที่พยาบาลสาวคนนั้นขอไว้กับผม... ใช้ร่างกายของเขาให้คุ้มค่าที่สุด

ปล.

ประเด็นเรื่องไมนด์ อัพโหลดดิง นี่มีจริงๆ นะ เรื่องนี้ได้ไอเดียมาจาก goooople ตอนพรีเซนต์เรื่องนี้ในคาบสัมมนา มีประเด็นเล็กๆ น้อยๆ ให้เขียนเรื่องได้เยอะเหมือนกัน แต่สังเกตดีๆ เรื่องนี้ไม่มีบทพูดเลยครับ เพราะว่าอารมณ์คนเขียนมันไม่ไปตามตัวละคร โดยเฉพาะตรงฉากพยาบาลร้องไห้ จริงๆ อยากเขียนให้สองคนนั่นคุยกันมากกว่า แต่ว่าผมไม่รู้จะเขียนบทพูดตอนคนเสียใจยังไงดี เลยข้ามซะเลย 555

ถ้าสนใจรายละเอียดเพิ่มเรื่องไมนด์ อัพโหลดดิงนี่ก็ลองค้นจากกูเกิลเพิ่มดูนะครับ เพราะผมมั่นใจว่าในเรื่องนี้มีที่ผิดแน่ๆ :P

ยังไงก็ขอคำแนะนำด้วยนะคร้าบ

Categories